<img height="1" width="1" style="display:none" src="https://www.facebook.com/tr?id=266259327823226&amp;ev=PageView&amp;noscript=1"> ข้ามไปยังเนื้อหา

Microsoft Fabric

Microsoft Fabric คือแพลตฟอร์มที่รวม การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics), การกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) และ AI ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการรวมศูนย์แพลตฟอร์มข้อมูลให้เป็นหนึ่งเดียว ลดการแยกส่วนข้อมูล และขยายสภาพแวดล้อม Power BI ไปสู่การวิเคราะห์ขั้นสูงและ AI ภายในระบบนิเวศของ Microsoft Microsoft Fabric ช่วยให้องค์กรมีแนวทางที่ชัดเจนในการสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลที่สามารถรองรับการทำงานของทั้งผู้ใช้ธุรกิจ นักวิเคราะห์ และทีมวิศวกรรมข้อมูล

Norrin เป็นหนึ่งใน Microsoft Fabric Featured Partners จำนวน 3 รายในฟินแลนด์ และถือใบรับรอง Microsoft AI Advanced เราให้บริการครบวงจร ตั้งแต่สถาปัตยกรรมข้อมูลและ OneLake ไปจนถึงการปรับใช้ในสภาพแวดล้อมการผลิต การวิเคราะห์ และการดูแลรักษาระบบอย่างต่อเนื่อง ลูกค้าของเรา ได้แก่ Sponda, S-Bank และ Plan International Finland.

ทำไมจึงควรเลือก Microsoft Fabric?

Microsoft Fabric รวม Data Integration, Data Engineering, Power BI Reporting และ AI ไว้บนแพลตฟอร์มเดียว ช่วยลด Data Silos และเร่งกระบวนการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

เมื่อโซลูชันต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องสร้างอยู่บนระบบที่แยกจากกันและไม่ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่อที่ซับซ้อน สภาพแวดล้อมโดยรวมจึงบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น และช่วยให้สามารถคาดการณ์และควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น

Fabric ยังช่วยเชื่อมโยงทั้ง บุคลากรและกระบวนการทำงาน เข้าด้วยกัน นักพัฒนารายงาน นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล และผู้ใช้งานทางธุรกิจสามารถทำงานอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน ขณะที่การบริหารจัดการ Capacity แบบรวมศูนย์ช่วยให้ระบบสามารถรองรับการขยายตัวได้

OneLake ทำหน้าที่เป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูลแบบรวมศูนย์ Spark ช่วยให้ประมวลผลข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการเชื่อมต่อกับ Power BI โดยตรงช่วยให้สามารถนำผลการวิเคราะห์ไปใช้สนับสนุนการตัดสินใจได้ทันที

นอกจากนี้ หากมีความจำเป็น Fabric ยังสามารถทำงานร่วมกับโซลูชันอื่น เช่น Azure Databricks ได้อีกด้วย

ความสามารถด้าน AI เช่น Copilot และ Data Agents ช่วยยกระดับการใช้ประโยชน์จากข้อมูลไปอีกขั้น ผู้ใช้งานสามารถสอบถามข้อมูลด้วยภาษาธรรมชาติได้โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ด 

เมื่อการค้นหาและเรียกใช้ข้อมูลที่ทำเป็นประจำสามารถกลายเป็นกระบวนการแบบ Self-Service ได้ ผู้เชี่ยวชาญจึงสามารถมุ่งเน้นไปที่งานที่สร้างผลกระทบและคุณค่าให้กับองค์กรได้มากขึ้น และองค์กรสามารถใช้ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

Microsoft Fabric มีอะไรให้บ้าง?

1. แพลตฟอร์มข้อมูลแบบรวมศูนย์

แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลแบบรวมเป็นหนึ่งช่วยขจัดปัญหาข้อมูลที่แยกส่วน (data silos) เร่งกระบวนการตัดสินใจ และลดความจำเป็นในการบูรณาการระบบที่ซับซ้อน ใน Microsoft Fabric ข้อมูล เครื่องมือวิเคราะห์ และการกำกับดูแลถูกรวมศูนย์ไว้ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน ซึ่งส่วนประกอบต่าง ๆ ของระบบวิเคราะห์ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นโดยไม่ต้องใช้ระบบแยกต่างหาก

แนวคิดของการใช้แพลตฟอร์มเดียวช่วยให้การนำข้อมูลไปใช้ภายในองค์กรทำได้ง่ายขึ้น Data Catalog แบบรวมศูนย์ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาและเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น และเปิดโอกาสให้ทีมต่าง ๆ สามารถนำข้อมูลไปใช้กับงานและกรณีการใช้งานที่หลากหลาย โดยไม่ต้องถ่ายโอนข้อมูลระหว่างระบบหรือประสานงานด้วยตนเอง

 

2. OneLake – Data Lake แบบรวมศูนย์สำหรับทุกแพลตฟอร์ม

เมื่อข้อมูลทั้งหมดขององค์กรสามารถจัดเก็บและเข้าถึงได้จากศูนย์กลางเดียว จะช่วยเพิ่มความพร้อมใช้งานของข้อมูล ลดการจัดเก็บข้อมูลซ้ำซ้อน และทำให้การทำงานร่วมกันมีประสิทธิภาพมากขึ้น

OneLake ทำหน้าที่เป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูลแบบรวมศูนย์สำหรับ Microsoft Fabric โดยรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ไว้ภายในสภาพแวดล้อมเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในรูปแบบไฟล์หรือมาจากระบบต้นทางที่แตกต่างกัน พร้อมรองรับโซลูชันที่ใช้มาตรฐานแบบเปิด (Open Standards)

OneLake ยังรองรับการทำ Data Virtualization ผ่านกลไกที่เรียกว่า Shortcut ซึ่งช่วยให้สามารถนำข้อมูลจากแหล่งภายนอกมาใช้งานได้โดยไม่จำเป็นต้องคัดลอกข้อมูลจริงเข้ามาจัดเก็บ

แนวทางนี้ช่วยให้สามารถแบ่งปันและนำข้อมูลกลับมาใช้ซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมลดความซับซ้อนในการเชื่อมต่อและรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ

 

3. วิศวกรรมข้อมูลแบบครบวงจรด้วย Spark

การประมวลผลข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและสามารถขยายขนาดได้สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้สถาปัตยกรรมที่ซับซ้อนหรือเครื่องมือหลายตัวที่แยกกัน Microsoft Fabric ให้บริการโซลูชันวิศวกรรมข้อมูลแบบรวมศูนย์ ซึ่งการนำเข้าข้อมูล การประมวลผล และการใช้งานต่อสามารถดำเนินการได้ภายในแพลตฟอร์มเดียวกัน ทำให้กระบวนการโดยรวมง่ายขึ้น

การประมวลผลข้อมูลจำนวนมากใน Fabric อาศัย Apache Spark ซึ่งช่วยให้สามารถประมวลผลข้อมูลแบบกระจาย (Distributed Processing) และรองรับการขยายตัวเมื่อปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้น

รูปแบบการประมวลผลนี้สามารถรองรับทั้งกระบวนการ ETL แบบดั้งเดิม และกรณีการใช้งานด้านการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง

 

4. การผสานรวม Power BI แบบเนทีฟ

การทำ Data Processing และ Data Visualization อยู่ภายในสภาพแวดล้อมเดียวกันช่วยให้สามารถจัดทำรายงานได้รวดเร็วขึ้น และช่วยให้องค์กรมีมุมมองข้อมูลทางธุรกิจที่สอดคล้องกัน

Microsoft Fabric และ Power BI ทำงานร่วมกันเป็นโซลูชันเดียว ทำให้ข้อมูลสามารถไหลจากกระบวนการวิเคราะห์ไปสู่การจัดทำรายงานได้โดยไม่ต้องมี Integration Layer เพิ่มเติม

ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลใน Fabric สามารถนำมาใช้ใน Power BI ได้โดยตรงผ่าน Semantic Models ซึ่งช่วยเพิ่มความสอดคล้องของข้อมูล และสนับสนุนการทำ Self-Service Analytics สำหรับผู้ใช้งานทางธุรกิจ



5. การวิเคราะห์ขั้นสูง: AI, ML และข้อมูลแบบเรียลไทม์

สามารถมองเห็นข้อมูลแบบเรียลไทม์และได้รับข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้โดยตรงภายในแพลตฟอร์มข้อมูลขององค์กรเอง Microsoft Fabric รองรับการประมวลผลข้อมูลแบบสตรีมมิ่ง ซึ่งช่วยให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์และตอบสนองต่อเหตุการณ์ทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

ความสามารถด้าน AI และ machine learning ถูกผสานรวมโดยตรงเข้ากับ Fabric ทำให้องค์กรสามารถใช้ข้อมูลของตนเองเพื่อสร้างโซลูชันการวิเคราะห์และอัตโนมัติได้โดยไม่ต้องมีการผสานรวมเพิ่มเติม


6. การกำกับดูแลระดับองค์กรบน Microsoft Azure

การกำกับดูแลข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลอย่างละเอียดช่วยลดความเสี่ยง และสนับสนุนการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้าน Compliance

ใน Microsoft Fabric ความสามารถด้าน Data Governance, Security และ Access Management ถูกผสานรวมอยู่ในแพลตฟอร์มการวิเคราะห์ข้อมูล โดยสามารถกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงได้อย่างละเอียดในระดับข้อมูล เช่น ระดับไฟล์หรือตาราง

โซลูชันนี้ใช้ Microsoft Entra สำหรับการจัดการตัวตนและสิทธิ์การเข้าถึง (Identity and Access Management) และใช้ Microsoft Purview สำหรับการจัดประเภทข้อมูลและการมองเห็นข้อมูล (Data Classification and Visibility)

แนวทางดังกล่าวช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมการใช้งานข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนภายในสภาพแวดล้อม Microsoft Azure ได้อย่างเหมาะสม

 

Microsoft Fabric หรือ Azure Databricks?

ทั้งสองแพลตฟอร์มเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับการสร้าง Data Platform แต่มีจุดแข็งที่แตกต่างกันในบางด้าน

Microsoft Fabric เป็นแพลตฟอร์มแบบครบวงจรสำหรับการสร้าง Data Platform แบบรวมศูนย์ โดยมีความเป็น Native กับระบบนิเวศของ Microsoft ในระดับสูง

ในขณะที่ Databricks เป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนายาวนานกว่าและเสถียรภาพที่สูงกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแอปพลิเคชันวิเคราะห์ที่ซับซ้อน แม้ Microsoft Fabric จะพัฒนาอย่างรวดเร็วและสามารถปิดช่องว่างด้าน Feature ได้มากขึ้นเรื่อยๆ

แม้ว่า Fabric จะพัฒนาอย่างรวดเร็วและเข้ามาเติมเต็มความสามารถในหลายด้านที่เคยเป็นข้อจำกัด แต่โดยภาพรวม Fabric ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้ง่ายกว่า ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อจำกัดในตัวเอง

การเลือกระหว่างสองแพลตฟอร์ม หรือการเลือกใช้ Hybrid Solution มักขึ้นอยู่กับทักษะที่องค์กรมีอยู่และลักษณะการใช้งานที่คาดหวัง

Databricks เปรียบเสมือนเครื่องมือขนาดใหญ่ที่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาที่ซับซ้อนที่สุดได้ ขณะที่ Fabric มักเป็นทางเลือกที่มีอุปสรรคในการเริ่มต้นต่ำกว่า โดยเฉพาะสำหรับองค์กรที่เพิ่งเริ่มต้นสร้าง Data Platform

หากจำเป็น เราสามารถช่วยคุณประเมินและเลือกแนวทางที่เหมาะสมได้ และไม่ว่าคุณจะเลือกแนวทางใด เรามั่นใจว่าทั้งสองแพลตฟอร์มสามารถตอบโจทย์การใช้งานขององค์กรได้เป็นอย่างดี

คำถามที่มักถูกถามเกี่ยวกับ Fabric

สามารถนำ Microsoft Fabric มาใช้งานได้เร็วแค่ไหน?

โดยทั่วไป การนำ Microsoft Fabric ไปใช้งานใช้เวลาประมาณ 3–6 เดือน อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีสามารถเริ่มใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

เนื่องจาก Fabric เป็นแพลตฟอร์ม SaaS แบบ Managed Service จึงไม่จำเป็นต้องจัดเตรียมหรือ Provision Infrastructure เอง

นักพัฒนา Power BI สามารถเริ่มทำงานด้วยเครื่องมือที่คุ้นเคยได้เกือบจะทันที และในหลายกรณีสามารถสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจได้ภายในเวลาไม่กี่วันแทนที่จะต้องใช้เวลาหลายเดือน

อย่างไรก็ตาม การออกแบบ Data Governance, Data Layers และกระบวนการดำเนินงาน ที่มีความแข็งแรงและเหมาะสมกับองค์กร อาจต้องใช้เวลาและความเชี่ยวชาญเพิ่มเติม

Microsoft Fabric ถูกออกแบบมาเพื่อใคร?

Microsoft Fabric ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ใช้งานที่หลากหลาย เช่น

  • Power BI Developers
  • Data Engineers
  • Data Analysts
  • Data Scientists

Fabric เหมาะเป็นพิเศษสำหรับองค์กรที่มีการใช้งาน Power BI อย่างแพร่หลายอยู่แล้ว และต้องการขยายขีดความสามารถไปสู่ Data Engineering และ Advanced Analytics โดยไม่ต้องเผชิญกับ Learning Curve ที่สูงมาก

สามารถย้ายโซลูชันวิเคราะห์ข้อมูล Azure ที่มีอยู่ไปยัง Microsoft Fabric ได้หรือไม่?

Fabric สามารถทำงานร่วมกับโซลูชัน Azure ที่มีอยู่เดิมได้เป็นอย่างดี ข้อมูลและโซลูชันจากแพลตฟอร์มที่แตกต่างกันสามารถนำมารวมอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมเดียวกันได้ ไม่ว่าจะทำงานอยู่บน Azure หรือแพลตฟอร์มอื่น

แนวคิดสำคัญคือ Fabric ช่วยให้องค์กรสามารถรวมศูนย์สภาพแวดล้อมด้านข้อมูลได้ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ตั้งแต่ต้น

ระบบการให้สิทธิ์ใช้งาน Microsoft Fabric เป็นอย่างไร?

Microsoft Fabric ใช้รูปแบบการคิดค่าบริการตาม Capacity โดยองค์กรจะซื้อ Fabric Capacity ซึ่งวัดขนาดด้วยหน่วย Capacity Units (CUs) เพื่อรองรับ Workload ต่าง ๆ ภายในแพลตฟอร์ม

Capacity เดียวสามารถใช้งานร่วมกันได้ทั้ง Power BI, Data Engineering, Analytics และ Workload อื่น ๆ ของ Fabric ช่วยให้การบริหารจัดการ License ง่ายขึ้นและทำให้สามารถคาดการณ์ต้นทุนได้ง่ายขึ้น

สำหรับ Workload ที่ใช้ Apache Spark องค์กรสามารถเลือกเปิดใช้ Autoscale Billing for Spark ได้ โดย Spark Jobs จะทำงานบน Dedicated Serverless Resources และคิดค่าบริการแยกต่างหากตามการใช้งานจริงแบบ Pay-as-you-go

วิธีนี้ช่วยให้องค์กรจ่ายเฉพาะค่า Spark Compute ที่ใช้งานจริง โดยไม่ต้องใช้ Fabric Capacity ที่ใช้ร่วมกัน

สำหรับพื้นที่จัดเก็บข้อมูลใน OneLake จะมีการคิดค่าบริการแยกต่างหากตามปริมาณพื้นที่จัดเก็บที่ใช้งานจริงในรูปแบบ Pay-as-you-go โดยคิดตามจำนวน Gigabyte ที่ใช้

โดยทั่วไป ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บข้อมูลบน OneLake จะต่ำกว่าค่า Capacity อย่างมาก ทำให้การจัดเก็บข้อมูลแบบรวมศูนย์เป็นแนวทางที่คุ้มค่าในด้านต้นทุน

ทำไมจึงควรเลือก Norrin เป็น Microsoft Fabric Partner?

Norrin เป็นหนึ่งใน Microsoft Fabric Featured Partners จำนวน 3 รายในฟินแลนด์ และมีส่วนร่วมในการพัฒนา Fabric ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น

ในปี 2023 เราเป็นบริษัทแรกในฟินแลนด์ที่ได้รับ Microsoft AI Advanced Specialization

ทีมงานของเรายังประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้าน Fabric ชั้นนำในกลุ่มประเทศนอร์ดิก รวมถึง Microsoft Fabric MVP Aleksi Partanen

การนำ Fabric มาใช้งานเป็นเรื่องง่าย

โดยทั่วไป การนำ Microsoft Fabric ไปใช้งานใช้เวลาประมาณ 3–6 เดือน ขณะที่ต้นทุนจะขึ้นอยู่กับระดับความพร้อมของวัฒนธรรมด้านข้อมูล (Data Culture) และสถาปัตยกรรม Cloud ขององค์กรเป็นอย่างมาก

เรายินดีที่จะช่วยประเมินค่าใช้จ่ายให้กับคุณ หลังจากเราเข้าใจความต้องการและบริบทขององค์กรแล้ว

ติดต่อเรา เพื่อร่วมประเมินความต้องการของคุณ และรับคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงาน รวมถึงประมาณการด้าน ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาโครงการ


หรือส่งข้อความมาให้เรา!